1. Spanish Flu ( ไข้หวัดใหญ่สเปน ) ระบาดปี พ.ศ. 2461 - 2462สายพันธุ์ย่อย H1N1 จำนวนผู้เสียชีวิต 20 –
50 ล้านคน
2. Asian Flu ( ไข้หวัดใหญ่เอเชีย ) ระบาดปี พ.ศ. 2500-2501สายพันธุ์ย่อย H2N2 จำนวนผู้เสียชีวิต 100,000 คน
3. Hong Kong Flu ( ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง ) ระบาดปี พ.ศ. 2511 - 2512 สายพันธ์ย่อย H3N2 จำนวนผู้เสียชีวิต
700,000 คน
สำหรับประเทศไทยนั้นมีการระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีก หรือที่เรียกว่า ไข้หวัดนกที่ระบาดในประเทศไทยนั้นเป็นสายพันธุ์ A ที่เรียกว่า H5N1 ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรง ที่มีการระบาดในประเทศไทย คนไทยเองก็เริ่มจะคุ้นเคยกับเรื่องไข้หวัดนกมากขึ้น เมื่อมีการระบาดจึงสามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในประเทศไทยมีตัวยา ที่ใช้สำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่ายพันธุ์ H1N1 ที่มีชื่อว่า Tamiflu ซึ่งมีขนาดให้รับประทาน ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง อย่างน้อย 5 วัน และมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากยังมีราคาแพง และกลุ่มเป้าหมายในการให้วัคซีนยังอยู่ในวงที่จำกัด แต่ก็มีการเริ่มกระจายวัคซีนฉีดให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เสี่ยงในการสัมผัสเชื้อได้แก่ บุคลากรทางสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ ( LAB ) เป็นต้น ยังมีประชาชนทั่วไปอีกจำนวนมากที่ไม่เคยทราบว่าประเทศไทยมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ คงเพราะคนไทยไม่เคยได้พักร้อนเหมือนคนต่างชาติ จึงไม่เคยต้องรับรู้ว่าตนเองต้องได้รับวัคซีนหรือยาต้านโรคระบาดอะไรบ้าง มองในแง่ดี แต่ถ้าจะมองตามความเป็นจริงก็เพราะระบบสาธารณสุขของเรายังไม่สามารถให้บริการได้ถึงระดับนั้น
700,000 คน
สำหรับประเทศไทยนั้นมีการระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีก หรือที่เรียกว่า ไข้หวัดนกที่ระบาดในประเทศไทยนั้นเป็นสายพันธุ์ A ที่เรียกว่า H5N1 ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรง ที่มีการระบาดในประเทศไทย คนไทยเองก็เริ่มจะคุ้นเคยกับเรื่องไข้หวัดนกมากขึ้น เมื่อมีการระบาดจึงสามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในประเทศไทยมีตัวยา ที่ใช้สำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่ายพันธุ์ H1N1 ที่มีชื่อว่า Tamiflu ซึ่งมีขนาดให้รับประทาน ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง อย่างน้อย 5 วัน และมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากยังมีราคาแพง และกลุ่มเป้าหมายในการให้วัคซีนยังอยู่ในวงที่จำกัด แต่ก็มีการเริ่มกระจายวัคซีนฉีดให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เสี่ยงในการสัมผัสเชื้อได้แก่ บุคลากรทางสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ ( LAB ) เป็นต้น ยังมีประชาชนทั่วไปอีกจำนวนมากที่ไม่เคยทราบว่าประเทศไทยมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ คงเพราะคนไทยไม่เคยได้พักร้อนเหมือนคนต่างชาติ จึงไม่เคยต้องรับรู้ว่าตนเองต้องได้รับวัคซีนหรือยาต้านโรคระบาดอะไรบ้าง มองในแง่ดี แต่ถ้าจะมองตามความเป็นจริงก็เพราะระบบสาธารณสุขของเรายังไม่สามารถให้บริการได้ถึงระดับนั้น
ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการจำนวนหนึ่งหันมาให้ความสนใจในการใช้ยาสมุนไพรเพื่อพัฒนามาใช้ในการรักษาโรคมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ และครั้งนี้จะขอยกตัวอย่างสมุนไพร ที่ได้รับการศึกษาวิจัยมาแล้ว โดยข้อมูลที่นำมาอ้างอิงครั้งนี้ บางส่วนนำมาจากงานรวบรวมข้อมูลของ งานกลุ่มพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร สถาบันการแพทย์แผนไทยซึ่งจากงานวิจัยสมุนไพรกับไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ในที่นี้จึงขอนำข้อมูลบางส่วน มาประกอบบทความและสรุป ให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น
- ฟ้าทะลายโจร มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ บรรเทาอาการไข้ เจ็บคอ บรรเทาอาการหวัด
- พลูคาว / ผักคาวตอง มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ โรคเริม ( Herpes Simplex Virus type -1 ) HIV – 1
- ทองพันชั่ง มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A
- Epigallocatechin ( EGCG) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระพบมากในชาเขียว ยับยั้งไม่ให้ไวรัสไข้หวัดใหย๋ทั้งชนิด A และ ชนิด B เข้า cell และลดการติดเชื้อใน cell
- บีทรุ้ท ใช้ทำน้ำตาล ในการนำมาใช้จะมีการนำมาสกัดเอาน้ำบีทรุ้ทหยอดเข้าจมูกหนูทดลอง ก่อนที่จะมีการหยอดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ H1N1 จากการทดลองพบว่าอัตราการตายของหนูลดลง เนื่องจากสามารถลดการอักเสบและการติดเชื้อในปอด ได้บางส่วน
- สาร Aloe Emodin พบในว่านหางจระเข้ สามารถยับยั้งเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ และยับยั้งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคเริมและงูสวัดได้อีกด้วย
- ใบเตย มีฤทธิ์ต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A ( H1N1 )
- ยี่โถ มีฤทธิ์ต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ดี
- กระเทียม สามารถกระตุ้นสร้างภูมิต้านทานได้ ลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นหวัด และเมื่อเป็นเป็นจะหายเร็ว
- โสม สารสกัดโสมอเมริกันที่จดทะเบียน ( CVT – E 002 ) มีการยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าสามารถลดอุบัติการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้ และลดภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรค ARI
นี่คงเป็นเพียงตัวอย่างสมุนไพรแค่บางส่วน ที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อปรุงเป็นยารักษาโรคได้ ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ เพื่อให้การผลิตเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย ที่สำคัญที่สุดคือสามารถผลิตออกมาได้อย่างเพียงพอกับความต้องการที่จะต้องใช้ และมีราคาถูก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น