สตอร์ม เซิร์จ มหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเล

         ช่วงนี้หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า “สตอร์ม เซิร์จ” กันบ่อยๆ จากสื่อต่างๆ ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลออกมาให้ประชาชนรับทราบข่าวสารถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านของเราและข่าวในประเทศของเราเอง ทำให้หลายๆ คนอยากรู้จักกับ “สตอร์ม เซิร์จ” มากขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
สตอร์ม เซิร์จ  คืออะไร
 คลื่นพายุซัดฝั่ง “สตอร์ม เซิร์จ” คือ การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่งทะเลอันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งมีความกดอากาศต่ำมากและมีกำลังลมพัดแรง ส่งผลให้เกิดการยกตัวขึ้นของระดับน้ำทะเลจากระดับปกติ เนื่องจากการเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาของพายุหมุนเขตร้อนจึงทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งเรียกว่า “สตอร์ม เซิร์จ”
สตอร์ม เซิร์จ  เกิดขึ้นได้อย่างไร
- จะเกิดพายุที่มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับโซนร้อนขึ้นไป และมีความเร็วลมมากกว่า 100 กม./ชม. พัดเข้าหาฝั่งก่อน จึงจะทำให้เกิด สตอร์ม เซิร์จ ขึ้นได้
- เมื่อเกิดพายุจะมีแรงกด ยกระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าปกติ กลายเป็นโดมน้ำขนาดใหญ่ ซัดจากทะเลเข้าหาฝั่งรวดเร็วและรุนแรง
สตอร์ม เซิร์จและสึนามิมีความแตกต่างกันอย่างไร
นาวาเอก กตัญญู ผู้บังคับหมดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือชี้แจงว่าสิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่ สตอร์ม เซิร์จ จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุทำให้เกิดคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง
      
จะเกิด “สตอร์ม เซิร์จ”  ในกรุงเทพมหานครหรือไม่
 “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่า ผู้คิดค้นการลงจอดบนดาวอังคารแนะภายใน 6 ปีรัฐบาลต้องเริ่มคิดย้ายเมืองหลวงได้แล้ว คาดอีก 30 ปีข้างหน้า ภาคกลางของไทยจมใต้ทะเล ตรงกับข้อมูลนาซ่า ที่ระบุว่าระดับน้ำทะเลของไทยจะสูงขึ้น 7 เมตรจากภาวะโลกร้อน ชี้คนไทยต้องฟังคำเตือนของ “ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” เรื่อง สตอร์ม เซิร์จ เพราะอาจเกิดขึ้นจริง ย้อนคำเตือนเขื่อนเมืองกาญจน์แตก ตามรอยแผ่นดินไหว น้ำจะบ่าถึงกรุงเทพฯ ย้ำใช้สติแก้ปัญหา ดังนั้น เมืองหลวงควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 40-50 เมตร การที่เปลือกโลกร้าวจะทำให้ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และกาญจนบุรี เกิดแผ่นดินไหว ก่อนหน้านี้ตนเคยเตือนว่าเขื่อนที่ จ.กาญจนบุรี จะแตกเพราะอยู่ตามแนวที่จะเกิดแผ่นดินไหว แต่วิศวกรแย้งว่าการออกแบบก่อสร้างเขื่อนทนต่อแผ่นดินไหวได้ 8 ริคเตอร์ แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการเคลื่อนที่ของดิน ซึ่งอาจเคลื่อนไปคนละทิศละทาง จึงอาจทำให้เขื่อนแตกได้ และจะส่งผลให้เมืองกาญจน์จมน้ำ แล้วน้ำจะไหลมาสู่ จ.นครปฐม และกรุงเทพฯ ในที่สุด
หากเกิด “สตอร์ม เซิร์จ” จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ใดบ้าง หรือมีพื้นที่เสี่ยงภัยใดบ้าง
หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมากล่าวเตือน แนวชายฝั่งอ่าวไทย 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ระวังวิบัติภัยจากสตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge)  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วสตอร์ม เซิร์จ นั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตมาก ถ้าหากเกิดขึ้นครั้งเดียว ภัยจากสตอร์ม เซิร์จ นั้นส่วนมากจะรวมกับการเกิดสิ่งแวดล้อมอื่นด้วย เช่น ช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดและในฤดูน้ำหลาก โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือ
- ทะเลฝั่งอ่าวไทยและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ อย่างทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา ทะเลสาบหนองหาร จ.สกลนคร ตลอดจนกว๊านพะเยา จ.พะเยา"
- แนวชายฝั่งของ 3 จังหวัดอ่าวไทยคือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีภูมิประเทศเป็นรูปตัว ก.ไก่ คือเป็นพื้นที่ค่อนข้างสูง แต่บริเวณพื้นที่ชั้นในค่อนข้างต่ำเป็นแอ่ง ฉะนั้น หากเกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุน น้ำทะเลน่าจะทะลักเข้าทางถนนสุขุมวิท ย่านบางนา รวมทั้งเข้าทางฝั่งธนบุรี
- ฝั่งพระนคร ในพื้นที่เขตบางนาบางส่วน ช่วงติด จ.สมุทรปราการ ถึง ถ.บางนา-ตราด อาจเกิดคลื่นสูง 0.20 – 1.00 เมตร
- ฝั่งธนบุรี แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
     1.จากชายทะเลบางขุนเทียน ถึง คลองสนามชัย ในพื้นที่เขตบางขุนเทียน บางส่วนของเขตทุ่งครุ อาจเกิดคลื่นสูง 1.00 – 3.00 เมตร
     2.ช่วงเหนือคลองสนามชัย ถึง ถ.พระราม 2 ในพื้นที่บางส่วนของเขตบางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ และจอมทอง อาจเกิดคลื่นสูง 0.20 – 1  เมตร
การเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ “สตอร์ม เซิร์จ”
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับข่าวสาร และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน โดยการหนีนั้นจะมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย ซึ่งหากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่น บริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองท่องเที่ยว
- กทม. ได้จัดทำแผ่นพับ “ตั้งสติ เตรียมตัวพร้อมรับมือคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge)” เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งในแผ่นพับนั้นจะบอกถึงพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบไว้แล้ว
- การเตือนภัย และพยากรณ์เส้นเดินของพายุหมุนเขตร้อน และผลกระทบของอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน จากกรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
- มีการกระจายคำเตือนอย่างรวดเร็ว ให้ภาครัฐ ภาคประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง และผู้ประกอบกิจการในทะเล เช่น ชาวประมง นักเดินเรือ เป็นต้น
- จะต้องมีการก่อสร้างอาคารหลบภัยพายุหมุนเขตร้อนในพื้นที่เสี่ยงภัย และกำหนดเส้นทางหนีภัย หรือพื้นที่หลบภัยอย่างชัดเจน
- จะต้องมีแผนฝึกซ้อมการอพยพหลบภัยในทุกๆ ภาคส่วน และจัดลำดับหรือขั้นตอนการอพยพหลบภัยอย่างชัดเจน รวมทั้งมีแผนฉุกเฉิน
วิธีการป้องกัน
  รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลการป้องกันมีอยู่หลายแนวทางทั้งการสร้างกำแพงป้องกันแต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเราและอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียนเพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริงจะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้
ที่มา
http://www.coastalaqua.com/
http://office.bangkok.go.th/weather/storm_surge.html
http://www.kapook.com/
http://www.click2member.com/bbs/viewthread.php?tid=2922

ไม่มีความคิดเห็น: